LMS ระบบจัดการเรียนรู้

LMS ระบบจัดการเรียนรู้
LMS ย่อมาจาก Learning Management System หรือมีชื่อเป็นภาษาไทยว่า ระบบจัดการ เรียนรู้ เป็นโปรแกรม คอมพิวเตอร์ ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการเรื่องการเรียน การสอนผ่านอินเตอร์เน็ต ที่มีความสะดวกสบายแก่ ทั้งผู้เรียนและผู้สอน โดยที่ในระบบ LMS นี้จะมีทั้ง เนื้อหา เอกสารของรายวิชาที่มีการเรียนการสอน รวมไปถึงการจัดการในเรื่องการทำแบบฝึกหัด สอบ และส่งงาน  การนำระบบ LMS ไปประยุกต์ใช้ งาน สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างหลาก หลาย อาทิ สถาบันการศึกษา ศูนย์ฝึกอบรม หน่วย งานราชการ บริษัทเอกชน โดยในการนำไปใช้งานผู้ ใช้สามารถ ปรับการใช้งานให้เหมาะสมกับหน่วยงาน จุดประสงค์หลักในการพัฒนาระบบขึ้นมาก็เพื่อสร้าง ระบบการเรียนรู้ใช้งานในหน่วยงานทั้งระบบ อีเลิร์นนิ่ง

องค์ประกอบของ LMS ที่กล่าวข้างต้น สามารถเอื้อประโยชน์ได้ดีในสถานศึกษาที่มีผู้ใช้งาน น้อยกลุ่มหรือสถานศึกษาขนาดเล็ก การดำเนินงาน ของระบบจะมีความสะดวกเหมาะสมกับการใช้งาน สูงมีความคล่องตัวและระบบสามารถแก้ปัญหาได้ อย่างสมบูรณ์ แต่ในขณะเดียวกันสถานศึกษาที่มี กลุ่มผู้เรียนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานศึกษาขนาด ใหญ่ที่ต้องบริการกลุ่มผู้เรียนหลายกลุ่มและต้องเปิด การเรียนหลายกลุ่มโดยแบ่งย่อยในภาคเรียนต่าง ๆ นั้น อาจพบปัญหาสำคัญหลายประเด็น เช่น ปัญหา ของผู้สอนในรายวิชาเดิม ๆ ที่จะต้องเปิดเรียน รายวิชาใหม่ในทุกปีการศึกษาเพราะไม่สามารถต่อ เนื่องการเรียนการสอนแก่กลุ่มเรียนใหม่สำหรับต่อ ยอดการเรียนการสอน เพราะระบบตายตัวจำเป็น ต้องสรุปเฉพาะกลุ่ม และเฉพาะปีการศึกษาเท่านั้น

การวางระบบ LMS มีส่วนประกอบสำคัญ 5 ส่วนประกอบด้วย

  1. ระบบจัดการหลักสูตร (Course Management) สามารถแบ่งกลุ่มผู้ใช้งาน ได้ 3 ระดับ คือ ผู้เรียน ผู้สอนและผู้บริหาร
  2. ระบบ การสร้างบทเรียน (Content Management) ประกอบด้วยเครื่องมือในการช่วยสร้างเนื้อหา ที่เป็น แบบบทเรียนในรูปของข้อความหรือเป็นแบบบท เรียนในรูปแบบสื่อมัลติมีเดีย
  3. การทดสอบและประเมินผล (Test and Evaluation System) ที่ประกอบด้วยระบบคลังข้อสอบ สามารถ ทำข้อสอบและตรวจข้อสอบอัตโนมัติพร้อมเฉลย รายงานสถิติคะแนน และสถิติการเข้าเรียนของ นักเรียน
  4. ระบบส่งเสริมการเรียน (Course Tools) ประกอบด้วยเครื่องมือที่ใช้สื่อสารระหว่างผู้เรียนกับ ผู้สอน และผู้เรียนกับผู้เรียน ได้แก่ กระดานสนทนา และห้องสนทนา โดยสามารถเก็บข้อมูลเหล่านี้
  5. ระบบจัดการข้อมูล (Data Management System) มีส่วนสำคัญคือ ระบบ จัดการไฟล์และโฟลเดอร์ ผู้สอนมีเนื้อที่เก็บข้อมูลบท เรียนเป็นของตนเอง โดยได้เนื้อที่ตามที่ผู้ดูแลระบบ กำหนดให้

ดาวน์โหลดฟรี Microsoft Office บนมือถือ

microsoft-office-ipad
ในยุคก่อนหน้านี้ที่การใช้งานคอมพิวเตอร์ยังเป็นพีซีตั้งโต๊ะ และแทบทุกเครื่องเป็นการติดตั้งระบบปฏิบัติการวินโดวส์ รวมถึงใช้งานชุดโปรแกรมออฟฟิศ การจัดการไฟล์แทบจะถูกจำกัดให้ต้องเปิดกับโปรแกรมของตระกูลไมโครซอฟท์เท่านั้น แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการเกิดขึ้นของกูเกิล การมาถึงของสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต Chromebooks ที่ดึงผู้ใช้จำนวนมากให้เปลี่ยนพฤติกรรม อาจกล่าวได้ว่าวันนี้ก็ถึงเวลาของไมโครซอฟท์ที่จะต้องปรับตัวเพื่อให้เข้ากับแพลตฟอร์มอื่นๆเสียที ไม่เพียงเท่านั้น บนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตในปัจจุบันผู้บริโภคสามารถหาแอพดีๆ ที่ทำงานได้ไม่ต่างกับชุดโปรแกรมออฟฟิศในราคาถูกแสนถูก หรือบางโปรแกรมก็เปิดให้ใช้งานได้ฟรี นั่นจึงทำให้ไมโครซอฟท์ไม่มีทางเลือกมากนักสำหรับการตั้งราคาของชุดออฟฟิศในยุคนี้ ผนวกกับผลการสำรวจในปัจจุบันที่ระบุว่า ผู้บริโภคมีการใช้งานสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตนานขึ้น

ผู้ใช้ระบบปฏิบัติการบนมือถือหลายคนคงเคยประสบปัญหาที่ว่าเปิดไฟล์เอกสารออฟฟิศ Office ไม่ได้ หรือว่าเปิดได้แต่เพี้ยนจากเดิมไปเยอะ ต้องมานั่งแก้กันหลายจุด แต่สำหรับแอพ Microsoft Office Mobile ซึ่งเป็นแอพที่ทางไมโครซอฟท์ได้ทำการเปิดตัวไปไม่นาน โดยจะช่วยให้ผู้ใช้งานมือถือได้เปิดเอกสาร Office จากอุปกรณ์ของคุณ รวมถึงการแก้ไขข้อมูลภายในได้อย่างสะดวกกว่าเก่าทั้งไฟล์จาก Microsoft Word, Microsoft Excel และ Microsoft PowerPoint ได้ทุกที่ทุกเวลา รับรองว่าไฟล์จะเหมือนต้นฉบับเป๊ะๆ รูปร่าง คลิปอาร์ต และกราฟิกต่างๆจะยังคงอยู่ตามที่คุณใส่ไว้ ไม่ได้รับความเสียหาย หรือเปลี่ยนตำแหน่งไปแต่อย่างใด

Microsoft ได้เคยเปิดตัวแอพพร้อมดาวน์โหลดฟรี Microsoft Office บนมือถือที่ผ่านมา แต่เมื่อลองใช้งานจริงก็จะพบว่าตัวแอพสามารถอ่านเอกสารได้เพียงอย่างเดียว หากต้องการแก้ไขหรือสร้างเอกสารจะต้องสมัครสมาชิก Office 365 เสียค่าบริการรายปี 2,499 บาท ด้วยเหตุนี้จึงทำให้แอพ Microsoft Office Mobile ไม่ได้รับความนิยมนัก จนกระทั่งมาวันนี้ Microsoft ก็เปลี่ยนใจ เปิดให้ใช้งานแอพ Office บนมือถือได้ฟรีเต็มรูปแบบ แต่มีเงื่อนไขเล็กน้อยตรงที่ต้องเป็นการใช้งานภายในบ้านเท่านั้น หากใช้ในเชิงธุรกิจจะต้องสมัคร Office 365 เช่นเดิม ซึ่งเป็นรูปแบบการขายสิทธิในการใช้งาน Microsoft Office เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้งาน Microsoft Office ในหลายอุปกรณ์ เพราะถูกกว่าการซื้อขาด ซื้อ 1 ครั้งสามารถใช้งานได้ 1 ปี ลงได้สูงสุด 5 เครื่องบนระบบปฏิบัติการไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น Windows, OS X, iOS หรือ Android และยังแถมพื้นที่สำหรับเก็บข้อมูลบน OneDrive ขนาด 20 GB เอาไว้ใช้เก็บไฟล์อีกด้วย

การพัฒนาเว็บไซต์เพื่อคนพิการ

การพัฒนาเว็บไซต์เพื่อคนพิการ
การเข้าถึงเนื้อหาบนเว็บไซต์ ที่รองรับผู้ใช้ทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นผู้พิการหรือบุคคลทั่วไป การออกแบบให้เว็บไซต์ให้สามารถเข้าถึงได้ หรือสอดคล้องกับข้อแนะนำ Web Accessibility ก็จะเป็นประโยชน์กับคนพิการทางสายตา คนพิการทางการได้ยิน คนพิการทางร่างกาย ผู้ใช้ที่ทุพลภาพชั่วคราว ผู้สูงอายุที่สายตาเลือนลาง จนกระทั่งผู้ใช้ปกติที่ใช้ช่องสัญญาณความเร็วต่ำ ให้สามารถเข้าถึงเนื้อหาในเว็บไซต์ได้อย่างเท่าเทียมกัน
การออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจต้องพิจารณา 3 ประการ คือ
1.ออกแบบเว็บไซต์ที่เน้นเนื้อหา เว็บไซต์บางประเภทจะเน้นเนื้อหา หรือข้อความเป็นหลัก ภายในเว็บไซต์จะประกอบไปด้วย ตัวหนังสือ มีภาพประกอบบ้างแต่ไม่มาก
2.ออกแบบเว็บไซต์ที่เน้นภาพกราฟิก
3.ออกแบบเว็บไซต์ที่เน้นทั้งภาพและเนื้อหา
แนวคิดในการออกแบบ การดูจากเว็บไซต์อื่นบนอินเตอร์เน็ตเพื่อศึกษาเป็นตัวอย่างนั้น นับเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด แต่ก็ควรนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับเนื้อหาและกลุ่มเป้าหมาย ศึกษาจากสื่อสิ่งพิมพ์ในรูปแบบต่างๆ ที่มีรูปแบบ และจุดดึงดูดความสนใจ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในเว็บไซต์ได้เช่นกัน
การพัฒนาเว็บไซต์ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้แล้ว จะส่งผลให้คนตาบอดอ่านเว็บไซต์โดยใช้ Screen Reader หรือโปรแกรมอ่านหน้าจอ และได้รับข้อมูลที่ถูกต้องหรือสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลประเภทตัวหนังสือ ตัวเลข โดยเน้นลำดับการอ่านที่ถูกต้องตามการนำเสนอ หรือแม้รูปภาพ ซึ่งสามารถทดแทนได้ด้วยคำอธิบาย สำหรับผู้ที่สายตาเลือนลางอาจใช้โปรแกรมขยายหน้าจอเพื่อให้อ่านง่ายขึ้นเป็นต้น การพัฒนาเว็บไซต์ เป็นการปรับปรุงเนื้อหาภาพประกอบ หรืออัพเดทเว็บไซต์ถือเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะในโลกของอินเทอร์เน็ตมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา ผู้ชมเว็บมักจะใช้เวลาในการค้นหา และเปิดผ่านเว็บไซต์ต่างๆ อย่างรวดเร็วหากพบว่าเว็บไซต์ของเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือมีข้อมูลใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเลยผู้เข้าชมเว็บก็จะลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นเว็บที่ไม่มีผู้คนเข้ามาเลยหรือเป็นเว็บที่ตายแล้ว ดังนั้นการปรับปรุงเว็บไซต์อยู่เสมออาจจะวันละครั้ง หรือสัปดาห์ละครั้ง โดยเพิ่มข้อมูล ข่าวสารใหม่ๆ อยู่เป็นประจำก็จะทำให้เว็บไซต์ทันสมัย ผู้คนเข้าชมเป็นประจำและมากขึ้นจนพัฒนาเป็นเว็บไซต์ยอดนิยมได้ในที่สุด

พัฒนาโปรแกรมด้วย Web Application มีค่าใช้จ่ายที่ไม่มากเลย เมื่อเทียบกับการใช้งานที่ทันสมัย

โปรแกรม Desktop Application เป็นโปรแกรมทั่วไปที่มีการใช้อย่างอย่างแพร่หลาย โดยจะติดตั้งอยู่บนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ในบางหน่วยงานใช้ระบบเก็บฐานข้อมูลร่วมกัน และยังตอบสนองในการใช้งานพร้อมกันหลายๆเครื่อง แต่ Desktop Application ไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ทั้งหมด โดยเฉพาะการทำธุรกิจที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตลอดเวลา จึงทำให้ต้องมีการ Upgrade หรือเพิ่มคุณสมบัติเพิ่มเติมให้กับ Application ที่ตัวเซิร์ฟเวอร์

Web Application (เว็บแอพพลิเคชั่น) สามารถตอบสนองปัญหาข้างต้นได้เป็นอย่างดี และสามารถแทนที่ Desktop Application ที่เป็น Client-Server Application ได้ ตัวโปรแกรมของ Web Application จะถูกติดตั้งไว้ที่ Server คอยให้บริการกับ Client และที่ Client ก็ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติม สามารถใช้โปรแกรมประเภท Brower ที่ติดมากับ OS ใช้งานได้ทันที อย่าง Internet Explorer หรือโปรแกรมฟรี ได้แก่ FireFox, Google Chrome ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ด้วยความสามารถของ Brower ที่หลากหลาย ทำให้ไม่จำกัดว่าเครื่องที่ใช้เป็น OS อะไร หรืออุปกรณ์อะไร อย่างอุปกรณ์ TouchPad หรือ SmartPhone ก็สามารถเรียกใช้งานได้ ลดข้อจำกัดเรื่องสถานที่ใช้งานอีกด้วย

การทำงานของ Web Application นั้นโปรแกรมส่วนหนึ่งจะวางตัวอยู่บน Rendering Engine ที่ทำหน้าที่นำเอาชุดคำสั่งหรือรูปแบบโครงสร้างข้อมูลที่ใช้ในการแสดงผล นำมาแสดงผลบนพื้นที่ส่วนหนึ่งในจอภาพ โปรแกรมส่วนที่วางตัวอยู่บน Rendering Engine แล้วทำการการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสิ่งที่แสดงผล จัดการตรวจสอบข้อมูลที่รับเข้ามาเบื้องต้นและการประมวลบางส่วนแต่ส่วนการทำงานหลักๆ ในลักษณะ Web Application พื้นฐาน

ในการทำแอพพลิเคชั่นคิดค่าใช้จ่ายจากขอบเขตของงาน และปริมาณของข้อมูลในระบบ ซึ่งทางโปรแกรมเมอร์จะคำนวณตามความซับซ้อนของชิ้นงาน ทำให้มีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไป อาจรวมไปถึงค่าดูแลระบบที่จะตามมาในอนาคตด้วย

นอกจากนี้ยังเหมาะกับการจองสินค้า การจองห้องพัก การจองโปรแกรมทัวร์ งานประเมินผล งานระบบห้องสมุด งานระบบลงทะเบียนในมหาวิทยาลัย และระบบงานอื่นๆที่ต้องใช้ข้อมูลรูปแบบออนไลน์ รวมไปถึงสามารถใช้งานเว็บแอพพลิเคชั่นผ่านทาง Internet ได้อีกด้วย ทำให้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตามจะสามารถเรียกใช้งานระบบได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการทำระบบแบบนี้มีค่าใช้จ่ายที่ไม่มากเลย เมื่อเทียบกับความสะดวกสบายในด้านการใช้งานที่ทันสมัย

แนวคิดแบบโครงสร้างหรือแบบกระบวนการ จัดเป็นการเขียนโปรแกรมในรูปแบบเดิม ๆ

Blue globe on the digital technology background

ในปัจจุบันภาษาในการเขียนโปรแกรมเพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศที่ใช้ในองค์กรธุรกิจ มีมากมายหลายภาษาให้เลือก  การเรียนรู้ภาษาเขียนโปรแกรมหรือการมีความรู้ในหลาย ๆ ภาษาถือเป็นสิ่งที่ดี  แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจำเป็นต้องเขียนโปรแกรมให้ได้ทุก ๆ ภาษา  แต่สามารถเลือกบางภาษาที่เรามีความถนัดหรือเลือกที่จะเริ่มต้นกับภาษาใด ภาษาหนึ่งได้  ซึ่งการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุถือได้ว่าได้รับความนิยมในปัจจุบันรวมถึงแนวโน้มในอนาคต  ซึ่ง Java  ก็เป็นหนึ่งในการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ ที่มีพื้นฐานมาจากภาษา C   และคิดว่าน่าจะเป็นอีกภาษาหนึ่งที่น่าศึกษาและน่าเรียนรู้ เพราะเทคโนโลยีของ Java  ถือว่ากำลังร้อนแรงในแวดวงของ Software ดังนั้นในบทแรกนี้จึงขอแนะนำแนวคิดเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ และความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษา Java  เพื่อเป็นการปรับพื้นฐานของท่านผู้อ่านให้มีความเข้าใจ  ก่อนเริ่มลงเมือเขียนโปรแกรมในบทต่อไป เพราะเหตุใดในปัจจุบันการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ จึงเข้ามาแทนที่รูปแบบการเขียนโปรแกรมแบบเดิม ๆ   การเขียนโปรแกรมในรูปแบบเดิมมีจุดบกพร่องอย่างไร  และแบบใหม่สามารถแก้ไขจุดบกพร่องเหล่านั้นได้หรือไม่  เรามาดูความแตกต่างระหว่างการเขียนโปรแกรมภาษารูปแบบเดิมกับรูปแบบใหม่กัน

แนวคิดแบบโครงสร้างหรือแบบกระบวนการ จัดเป็นการเขียนโปรแกรมในรูปแบบเดิม ๆ  ซึ่งจุดประสงค์หลักในการเขียนโปรแกรมพัฒนาระบบงานสารสนเทศขึ้นมาใช้งานนั้นก็เพื่อ   ให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล  แก้ปัญหาบางอย่างแทนมนุษย์  ดังนั้น  Concept  หรือวิธีการในการคิดสำหรับแก้ปัญหาของมนุษย์ ก็ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับคอมพิวเตอร์  วิธีการก็คือ  ชุดคำสั่งของโปรแกรมที่เขียนขึ้นที่ใช้แก้ปัญหา  จะแยกปัญหาใหญ่ ๆ ออกเป็นส่วนย่อย ๆ แล้วค่อยแก้ไขไปทีละส่วนจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ซึ่งประยุกต์มาจากวิธีคิดของมนุษย์นั่นเอง  เช่น เราต้องแก้ปัญหาโจทย์คณิตศาสตร์ 200*3/6-100  ถ้ามนุษย์คิดโดยไม่ใช้เครื่องคำนวณ เราก็จะแยกคำนวณประโยคคณิตศาสตร์นี้ทีละส่วน โดยเราจะคำนวณตามลำดับความสำคัญของเครื่องหมายก่อน  คือ โดยจะคำนวณส่วนที่อยู่ในวงเล็บตัวในสุดก่อน ตามลำดับความสำคัญของเครื่องหมาย  ดังนั้นถ้าเราต้องการเขียนโปรแกรมเพื่อแก้โจทย์คณิตศาสตร์  วิธีการคิดเพื่อให้ได้คำตอบมานั้น หลักการก็จะไม่ต่างกับมนุษย์คิดเลย  หากเป็นระบบสารสนเทศ  เช่น ระบบงานฝ่ายทรัพยากรบุคคลทั้งระบบ ในระบบนี้จะประกอบไปด้วยส่วนงานย่อย ๆ  เช่น งานฝึกอบรม  งานข้อมูลบุคคลากร งานประเมินผลบุคคลากร การเขียนโปรแกรมก็จะแยกเป็นงานออกเป็น Function ย่อย ๆ ก่อน เพื่อให้ Function นั้นทำงานตามแต่ละหน้าที่ภายใน  หลาย ๆ Function รวมกันก็จะเป็นระบบใหญ่